Special Scoop: เรื่องเล่าจากเกม... ว่าด้วยเรื่องซอมบี้!!! (By. S.jf.logan.Pantip)

เครดิตเจ้าของบทความโดยคุณ S.jf.logan. จากเว็บไซต์ Pantip ครับ ^^
ถ้าคุณเป็นเกมเมอร์ คงเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่เคยเล่นเกมที่มีกองทัพซอมบี้เป็นจุดขายหลักมาก่อน แต่ทว่าส่วนใหญ่แล้วสำหรับวงการเกม ซอมบี้มักจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดด้านการทดลองหรือไม่ก็เชื้อกลายพันธุ์ล้างโลกเสียมากกว่า สำหรับบทความนี้ เราจะมาขุดปูมหลังที่แท้จริงของเจ้าปีศาจพวกนี้กันครับ ว่าอันที่จริงแล้ว เจ้าปีศาจกลุ่มนี้มีจุดกำเนิดมาจากแห่งหนใดกันแน่
อันที่จริงแล้วซอมบี้ไม่ได้เกิดจากการทดลองที่ผิดพลาด หรือ เชื้อไวรัสล้างโลกแต่อย่างใด ต้นกำเนิดที่แท้จริงของซอมบี้นั้นมาจากตำนานสุดสยองเกี่ยวกับไสยศาสตร์และมนต์ดำของชาวคาริบเบียนครับ (ถ้าให้กำหนดพิกัดชี้ชัดสักนิดก็ที่ เฮติ) และเจ้าซอมบี้ต้นตำรับพวกนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายและชอบกินเนื้อหนังมนุษย์ของเราๆท่านๆ แต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่แล้วซอมบี้พวกนี้จะถูกปลุกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแรงงานทาสเป็นหลัก ซอมบี้นั้นถ้าว่ากันตรงๆแล้วก็คือ ผีดิบ รูปแบบหนึ่งครับ พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเมื่อมีบาดแผล ไม่มีความรู้สึกรักโลภโกรธหลง และจะทำตามคำสั่งของเจ้าของหรือก็คือหมอผีผู้ปลุกตัวเองขึ้นมาเท่านั้น ว่ากันว่าหมอผีในลัทธิ “วูดู” ก็คือผู้ที่ให้กำเนิดสำหรับเหล่าซอมบี้พวกนี้ครับ พวกเขาจะทำการขโมยศพของผู้เสียชีวิตที่เพิ่งจะตายใหม่ๆ ไปจากสุสานหรือไม่ก็จากโรงพยาบาล และเมื่อกระทำการข้างต้นนี้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องทำก็คือการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อปลุกเจ้าผีดิบพวกนี้ขึ้นมาครับ

แค่นิทานหลอกเด็ก? หรือความจริงที่เรายังไม่รู้?
จากบันทึกของ Wade Davis (นักเขียนชาวแคนาดาผู้เขียน The Ethnobiology of Haitian Zombie) ได้เสนอแนวคิดในแง่มุมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่ง Davis กล่าวไว้ว่าอันที่จริงแล้วซอมบี้ไม่ใช่ปีศาจผู้ที่ถูกปลุกขึ้นมาจากความตายแต่อย่างใด แต่ทว่าเป็นผู้มีชีวิตซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นซอมบี้ต่างหาก

อย่างไร??
ด้วยตัวยา 2 ชนิดที่ถูกฉีดเข้าไปสู่ระบบการหมุนเวียนของเลือดโดยตรงครับ ซึ่งขนานแรกก็คือ Tetrodotoxin (หรือ TTX ซึ่งเป็นสารที่พบได้จากสัตว์น้ำอย่างปลาปักเป้า ผลลัพธ์ของตัวยาขนานนี้จะทำให้ผู้ที่โดนเข้าไปสูญเสียประสาทสั่งการและประสาทรับความรู้สึก หรือถ้าโดนเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมก็อาจจะทำให้เหยื่อถึงแก่ชีวิตได้เช่นที่เคยเป็นข่าวดังในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา) และขนานที่สองก็คือสารเสพติดที่ได้จากพืช (พืชที่ว่าก็เช่น Datura เป็นต้น) ผลลัพธ์จากตัวยาทั้ง 2 ชนิดจะมีผลทำให้เหยื่อนั้นอยู่ในอาการเหมือนคนตายไม่มีผิดเพี้ยนครับ ซึ่งหลังจากเหยื่อโดนพิษทั้งสองชนิดนี้เข้าไป แน่นอนว่าใครๆ ที่มาเห็นเข้าก็คงต้องเชื่อว่าเหยื่อตายแล้วแน่นอน สุดท้ายก็คงเป็นอื่นไปไม่ได้ครับนอกจากการขนเหยื่อไปฝัง และเมื่อเหยื่อลงไปอยู่ในหลุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมอผีก็จะคอยจังหวะมาฉวยศพนี้ไป หลังจากนั้นจะเอาไปทำปู้ยี้ปู้ยำอย่างไรก็เป็นเรื่องของหมอผีล่ะครับ (ว่ากันว่าในช่วงที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง บ่อยครั้งทีเดียวที่ศพถูกขโมยไปในเฮติ ทุกครั้งที่มีผู้เสียชีวิตจึงต้องมีการจัดเวรเฝ้าไว้จนกว่าศพจะเน่าและใช้การใดๆ ไม่ได้เสียก่อน)

ข้อมูลเหล่านี้เชื่อได้มากน้อยเพียงใด??
ยากมากจะบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงเท็จแค่ไหน เพราะไม่เคยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน (ผมพยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังเหมือนกันแต่ไม่พบแหล่งที่ยืนยันได้ ซึ่งถ้าใครพบงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และบอกเล่าให้รู้กันจะเยี่ยมมากเลย) ด้วยเหตุนี้ในวงการวิทยาศาสตร์จึงลงความเห็นไว้ว่า “เป็นไปไม่ได้” ครับ (หลายๆคนอาจจะบ่นพึมพำว่า นักวิทยาศาสตร์มันอีโก้สูงนิหว่า แต่อันที่จริงแล้วเคยมีการถกเถียงกันหลายต่อหลายครั้งในสังคมชาววิทย์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการสร้างสาวกซอมบี้นี้ โดยพยายามตัดเรื่องไสยศาสตร์ออกไปและพยายามอิงข้อมูลความเป็นไปได้ในเชิงวิทย์ แต่ทว่าจนแล้วก็ยังหาคำตอบแน่ชัดไม่ได้ว่าจริงเท็จเพียงใดหรืออย่างไร ประเด็นจึงยังคงค้างๆ คาๆ อยู่ที่ “เป็นไปไม่ได้” ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในที่นี้ต้องขอเสริมนิดว่าไม่ได้หมายถึง “ไม่มีวันเป็นไปไม่ได้” แต่หมายถึง “เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจริงเท็จอย่างไรด้วยวิทยาการที่เรามี” เสียมากกว่า)

สรุปมันคือเรื่องหลอกเด็กงั้นเหรอ?
ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า “ยากมากจะบอกได้” ครับ เพราะความรู้และหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับลัทธิวูดูนั้นไม่ได้มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรหรือมีการแพร่หลายมากมายเหมือนอย่าง คุณไสย ที่มีในบ้านเราซึ่งอยากศึกษาก็เดินไปถามลุงๆ น้าๆ ข้างบ้านก็พอแล้ว และที่สำคัญเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิวูดูกำลังค่อยๆสูญหายไปตามกาลเวลาทำให้ยากขึ้นไปอีกที่จะขุดหาหลักฐานที่แสดงถึงความเป็นไปได้มาแสดงว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด (ในช่วงศควรรษที่ 16 เมื่อศาสนาคริสต์ นิกาย Roman Catholic เริ่มแพร่หลายในดินแดนเฮติ ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องลัทธิวูดูจึงถูกลบไปด้วย แม้จะหลงเหลืออยู่บ้าง แต่สิ่งที่เหลือก็มีเพียงแค่ตำนานที่เล่ากันมาปากต่อปากเท่านั้น)
มีนักเขียนหลายๆ ต่อหลายคนครับที่ชำนาญการเรื่องราวเกี่ยวกับ Urban Legend และ Folklore ได้ลงความเห็นว่า “ลัทธิวูดูอาจจะไม่ใช่ไสยศาสตร์อย่างที่เรารู้ว่ามันเป็นก็เป็นได้” เพราะบ่อยครั้งที่ตำนานเกี่ยวกับลัทธิวูดูได้มีการกล่าวถึงการปรุงยาพิษหรือสมุนไพรต่างๆเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมด้วย ซึ่งถ้าเราสามารถค้นหาสูตรต้นตำรับได้เราก็อาจจะพิสูจน์ได้ว่าเรื่องราวซอมบี้นั้นจริงเท็จเพียงใด ฟังดูเหมือนง่ายๆ นะครับ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ “ถ้าเราสามารถค้นหาสูตรที่ว่าจนพบ” นี่ล่ะ
ด้วยเหตุที่ว่ามาทั้งหมด เรื่องราวเกี่ยวกับซอมบี้จึงยังไม่อาจพิสูจน์ได้ครับว่ามีโอกาสเป็นจริงหรือเท็จมากน้อยเพียงใด

หลักฐานที่มีชีวิต??
หลักฐานมีชีวิตที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือชายผู้มีนามว่า คลาวิอุส นาร์คิส (Clairvius Narcisse) ครับ ซึ่งเขาได้เคยถูกแจ้งตายไปเรียบร้อยแล้วในปี 1962 แต่ทว่าในปี 1980 เขากลับมาปรากฏตัวที่หมู่บ้านของตัวเองอีกครั้งในสภาพสมประกอบทุกประการ และเมื่อชาวบ้านได้เอ่ยถามเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับตัวเขาเอง เขาก็สามารถที่จะตอบได้ถูกต้องทุกข้อ ด้วยเหตุนี้คลาวิอุสผู้นี้จึงเป็นตัวจริงแน่แท้

18 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับเขา??
จากปากคำของคลาดิอุสเอง เขาได้เล่าว่าหลังจากที่ตายไป ตนได้ตื่นขึ้นและพบว่าตัวเองอยู่ภายในที่พักร่วมกับซอมบี้ตนอื่นๆ อีกกลุ่มใหญ่โดยมีผู้ควบคุมก็คือน้องชายของเขาเอง เขาจำเป็นต้องทำงานที่ต้องใช้แรงงานต่างๆ นานา ทานอาหารที่น้องชายเป็นผู้แจกจ่ายให้ แต่ทว่าไม่สามารถจดจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือทำตามคำสั่งเท่านั้น แต่หลังจากเป็นซอมบี้มา 18 ปี น้องชายตัวแสบของเขาก็เสียชีวิตลง ความทรงจำของเขาจึงเริ่มกลับมาอีกครั้ง เขาเริ่มจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร ด้วยเหตุนี้เขาจึงกลับมายังหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่อย่างที่เราได้ทราบกันไปแล้ว
และจากเรื่องราวของ คลาวิอุส นี้เองครับที่ทำให้หลายๆคนเริ่มที่จะนึกได้ถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการมีอยู่จริงของซอมบี้ว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่หมอผีใช้ยาเสพติดเพื่อควบคุมซอมบี้เหล่านี้” ไม่ว่าจะเป็นอาการเดินโซเซเหมือนพวกเมายา พละกำลังที่มากกว่าปกติ ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเจ็บ สิ่งเหล่านี้ก็คือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ว่าจะมีผลมาจากยาเสพติดบางตัว และถ้าเรื่องเล่าของคลาวิอุสเป็นจริง ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าหมอผีพวกนี้ใช้ยาเสพติดเพื่อควบคุมซอมบี้ ด้วยเหตุนี้เมื่อหมอผีตายลง (ทำให้ไม่มีคนมาคอยมอมยา) ซอมบี้จึงเริ่มมีสติกลับคืนมาอีกครั้ง ส่วนอาการที่ดูเหมือนตายของคลาดิอุสนั้นก็อาจจะเกิดจากตัวยาสักอย่างที่ก่อให้เกิดอาการ “เหมือนตาย” เพื่อหลอกญาติมิตรว่าเหยื่อม่องไปแล้ว
แต่ข้อสันนิษฐานก็ยังคงเป็นแค่ข้อสันนิษฐานครับ เรื่องเล่าของคลาวิอุสอาจจะเป็นแค่เรื่องลวงโลกก็ได้ แต่นี่คือหลักฐานมีชีวิตชิ้นเดียวที่เราพบครับ

Modern Zombies
ส่วนซอมบี้ในเกมที่เราเห็นๆ กันซึ่งส่วนใหญ่มักบ้าเลือดและดูแทบจะไม่ต่างไปจากซากศพนั้นเป็นผลมาจากภาพยนต์และนิยายต่างๆ ไล่มาตั้งแต่ นิยายของ H.P. Lovecraft ในช่วง 30s . ภาพยนต์เรื่อง The Night of Living Dead ของ George Romero ในช่วง 60s และผลงานอย่าง 28 Days Later และ I am Legend ในยุคปัจจุบันครับ ซึ่งนิยายและภาพยนต์เหล่านี้เองที่ได้เปลี่ยนให้ซอมบี้กลายเป็นอสูรกายที่น่ากลัวเฉกเช่นในปัจจุบันอย่างที่เรารู้จักกันดี (อันที่จริงแล้วสำหรับยุคหลังๆมักใช้คำว่า “ผู้ติดเชื้อ” มากกว่า แต่ก็มักจะถูกเอาไปยำรวมและเรียกว่าเป็น “ซอมบี้” อยู่ดีในท้ายที่สุด)